22.ครูบาอาจารย์

 

ตอนที่ 1 ดำเนินชีวิตต้องมี “ครูบาอาจารย์”

ทุกคนดำเนินชีวิตมันต้องมี “ครูบาอาจารย์” พวกเราไม่เคยมีครูบาอาจารย์ เราไม่รู้หรอกว่าการที่เราไม่มีครูบาอาจารย์นี้มันมืดบอดขนาดไหน

เราก็นึกว่าเราก็รู้ สังคมวัฒนธรรมเค้าสอนเรา เราก็เลยคิดเองได้ ว่าอะไรถูกผิด อะไรที่มันควรทำ ไม่ควรทำ เราก็นึกว่านี่เรารู้แล้ว แล้วสังคมบอกเราแบบนี้ เราก็กำลังทำ follow ตามที่สังคมบอกว่าเราควรจะเป็นแบบนี้แบบนั้นถึงจะเรียกว่า ดี ถึงจะเรียกว่า เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคมอะไรก็ว่าไป

แต่พอวันนึงเราได้รู้จักคำว่า “ครูบาอาจารย์” เราได้เจอคนที่เป็นครูบาอาจารย์ เราถึงได้เข้าใจว่า อ๋อ…เมื่อก่อนนี้เราไม่รู้อะไรเลย

ครูบาอาจารย์เหมือนเป็นแสงสว่าง เหมือนสปอร์ตไลท์ ที่จะแนะนำเราได้ ที่จะชี้ทางเราได้

เพราะว่าคนที่เป็นครูบาอาจารย์ได้คือ “คนที่เข้าใจความจริงของโลกนี้แล้ว” ความจริงอันนี้ไม่ใช่ความเชื่อ ไม่ใช่ความคิด คนที่จะเห็นความจริงของโลกนี้ได้นี้ต้องเข้าใจสัจธรรมสูงสุดแล้ว ถึงจะรู้ความจริงของโลกนี้

พอรู้ความจริงของโลกนี้ มันรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่กำลังหลอกเราอยู่ อะไรเป็นความเชื่อที่มันปิดบังเราอยู่ แม้กระทั่งความเชื่อนั้นมันจะดูดี ที่ผมจะบอกบ่อยๆว่า ความเชื่อบางอย่างมันเป็นสีขาว แต่มันเป็นความมืดเหมือนกัน ซึ่งถ้าคนที่ไม่ทะลุความมืดสีขาวนี้ไปได้จนถึงความจริง จะไม่รู้จักความมืดสีขาว

ทีนี้ต่อให้เค้าเป็นกูรู เป็นนักคิด เป็นนักวิพากวิจารณ์ เป็นนักวิเคราะห์ ให้เค้าเป็นอะไรก็ตาม เค้าก็ยังอยู่ภายใต้ความมืดเหมือนเดิม เพราะว่าคนเหล่านั้นยังไม่พ้นจากตัวตน…

มันไม่พ้นจากตัวตน มันก็เห็นความจริงไม่ได้

เพราะฉะนั้น มันจะไม่มีทางเข้าใจความจริง “สิ่งที่เค้าเข้าใจ มันเป็นแค่ความเชื่อ” สิ่งที่ตาเห็นแล้วก็ใช้คิดประมวลผลเอา แต่คนที่เข้าใจความจริงคือ “คนที่เห็นความจริง ไม่ใช่คิดเอา” อันนี้เห็นแล้ว

 

ตอนที่ 2 ผู้เข้าถึงความจริง และเป็นสปอร์ตไลท์

มีคนบอกว่าแอ๊ปเปิ้ลลูกนี้มันหวาน คนที่เป็นนัก…ทั้งหลายนี่ก็ใช้ความคิดเอาว่า หวานนี้เคยเรียนมาว่า มันมีน้ำตาล น้ำตาลมันหวาน มันหวานแบบนี้ใช่มั๊ย มันหวานปะแล่มๆ หวานแหลมๆ หวานแบบเชื่อมๆ

คือจะพูดยังไง มันก็เป็นความรู้เหมือนกัน คำว่าหวานทั้งหลายที่เค้าพยายามพูดออกมา แต่จะรู้ความจริงได้ยังไง ต้องกินเข้าไป ว่ามันหวานอย่างไร

อันนี้เหมือนกัน คนที่เป็นครูบาอาจารย์ คือคนที่เข้าถึงความจริง คือกินแล้ว ก็เลยรู้ว่ามันเป็นแบบนี้ มันเป็นยังไงๆๆแบบนี้ คนที่เข้าใจความจริงก็เลยสามารถแนะนำคนอื่นๆ หรือว่าเป็นสปอร์ตไลท์ชี้ทางที่ถูกที่ควร ที่มันเหมาะสมให้กับคนทั้งหลายที่พร้อมจะมาฟัง

พอเรามีสปอร์ตไลท์นำทาง เราก็เดินไปด้วยความมั่นคง เดินไปด้วยความที่ไม่ซวนเซ มันจะมั่นใจว่าเราไปทางนี้แหละ คงไม่น่าพลาดแล้ว เพราะว่ามีคนเค้าไปมาแล้ว

เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์จริงๆสำคัญกับทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะยังไม่สนใจปฎิบัติธรรมด้วยซ้ำ ก็ยังสำคัญอยู่ เพราะว่าถ้าตราบใดที่คนเรามีครูบาอาจารย์ และมีศรัทธากับครูบาอาจารย์ คนนั้นไม่ว่าจะทำทางโลกหรือทำทางธรรมก็ตาม ทางโลกมันก็จะไม่ตกทาง พูดง่ายๆไม่ไปทางเสื่อม เพราะถ้าอะไรที่มันจะตกไปสู่ทางเสื่อมครูบาอาจารย์เห็นก่อนเลย เค้าจะเตือนก่อนเลยว่าไม่ต้องไปทางนั้น คนนั้นยังไม่เห็นด้วยซ้ำ นึกว่ามันดีอย่างนี้สมมุติ

ก็ที่ผมบอกความมืดสีขาว บางทีมันดี แต่สุดท้ายมันจะไปตายกลางทาง มันจะไปตายระหว่างทาง มันติดอยู่ ความมืดสีขาวนี้เป็นหลุมพรางที่แนบเนียนมาก แนบเนียนที่สุด

 

ตอนที่ 3 เป็นพระรัตนตรัย

คนเราถ้าเกิดยังไม่ได้ลองมีครูบาอาจารย์ของตัวเอง ไม่รู้หรอกว่ามันสำคัญ หรือว่ามันมีคุณค่าขนาดไหน

พระพุทธเจ้าพูดว่า ให้เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เมื่อก่อนฟังๆดูก็คิดว่าคงเป็นศาสนามั้ง ศาสนาพุทธคงสอนแบบนี้ว่าเราควรจะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็ท่องปาวๆๆแบบนั้นมา

เราก็ไม่ได้เอะใจอะไรเลยว่า มันสำคัญขนาดไหน เพราะครูบาอาจารย์นี้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็เลยกลายเป็นที่พึ่งของเหล่า…จะพูดว่าเหล่าชาวพุทธก็ได้ หรือเหล่าใดก็ได้ที่สนใจจะมีครูบาอาจารย์

เพราะฉะนั้น ทุกคนควรจะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็คือมีครูบาอาจารย์ มีสปอร์ตไลท์เป็นที่พึ่ง จนกว่าวันนึงตัวเองจะเป็นสปอร์ตไลท์เอง ก็คือไม่ต้องพึ่งใครแล้ว คำว่าพึ่งพระรัตนตรัย ก็ตัวเองเป็นพระรัตนตรัยแล้ว ก็พึ่งตัวเองนั่นแหละ มันก็จบ มันก็ไม่มีอะไร

คำสอนง่ายๆที่เราท่องกันมา แต่เราไม่เข้าใจว่ามันสำคัญ

 

ตอนที่ 4 ความทุกข์สำคัญต่อทุกคน

คนที่อยู่ที่เดิม และยังมีความรู้สึกเป็นสุขดีหรือว่าราบรื่นดี มันจะเปิดรับสิ่งใหม่ไม่ค่อยได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มันทุกข์จากที่เก่า มันจะเริ่มมองหาสิ่งใหม่แล้วว่า เอ๊ะ…ยังไงกันนะ อะไรอย่างนี้

ผมเลยบอกว่า ความทุกข์มันเลยเป็นสิ่งดี เพราะความทุกข์มันทำให้เราดิ้นรน มันทำให้เราดิ้นรนถีบตัวที่จะหาว่ามันน่าจะมีสิ่งที่ดีกว่านี้

ผมเลยบอกว่า ความทุกข์อันนี้จำเป็นต่อทุกคน สำคัญต่อทุกคน ทำให้เราดิ้นรนที่จะหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า แต่ถ้าคนที่สุขอยู่แล้ว สบายอยู่แล้ว มันแช่ไว้อยู่ในความสุขแบบนั้น มันไปไหนไม่ได้ มันก็อยู่อย่างนั้นแหละไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญญาหน่อย มันไม่ได้พอใจกับสภาวะแบบนั้น มันรู้ว่ามันยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ หรือแม้กระทั่งว่า มันก็ยังไม่ได้ก้าวหน้า ถ้าหัดสังเกตตัวเองเนี่ย มันจะ…เอ๊ะ…ยังไงกันนะ… แล้วถ้าเราอยากจะก้าวหน้ากว่านี้ มันมีวิธีการมากกว่านี้มั๊ย

ถ้าสิ่งที่เคยทำอยู่ สิ่งที่เคยเชื่ออยู่ มันสุดทางแล้ว เราก็รู้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว…นี่จะเริ่มเอะใจ ว่าเอาไงดี ถ้างั้นเอาไงต่อดีถ้าทางนี้ไม่มีคำสอน หรือว่าสิ่งที่จะช่วยเรามากกว่านี้ เราก็ต้องขวนขวายหาทางมากกว่านี้แล้ว

อันนี้คนมันต้องมีปัญญาด้วย คือมีทุกข์แล้วต้องมีปัญญาด้วย มีสุขก็ต้องมีปัญญาเหมือนกัน มันถึงจะไปได้ โยนิโสมนสิการมันเลยสำคัญไง เราต้องรู้จักสังเกตตัวเอง เราต้องรู้จักดูว่ามันเป็นอย่างไร

 

ตอนที่ 5 มันง่าย

ที่ผมบอกว่า เพราะเชื่อว่ามันยาก ต้องยากถึงจะถูก พอเชื่ออย่างนี้ก็เรียบร้อย มันถูกจริตตัวเองไงว่ามันต้องยาก

มีคนนึงบอกว่า สิ่งที่ผมพูดนี้มันง่าย พูดแล้วมันดูง่ายว่าเราทำแบบนี้ก็พอ…ง่ายแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงจะให้เข้าถึงความปกติ หรือความว่างเหมือนที่ผมบอก มันไม่ง่ายแบบที่ผมพูด…นี่ เค้าคิดแบบนี้เลย ว่ามันไม่ง่าย

ผมเลยบอกว่า อันนี้ง่ายนิดเดียว ขั้นแรกต้องเปลี่ยนความคิดก่อนว่า “มันง่าย มันไม่ยาก” เปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้ก่อน ขอให้คิดว่ามันง่ายก่อน แล้วเดี๋ยวก็ไปลองทำดู แล้วมันจะง่ายจริงๆ

แต่ถ้าไปคิดอยู่ว่ามันยาก ตราบใดที่ยังมีคำว่ายากในหัว มันจะต้องยาก

เพราะฉะนั้น แรกเริ่มต้องเริ่มจากคิดใหม่ก่อนว่ามันง่าย…แค่นี้เอง

คนเรามันติด มันติดแค่นี้ ถ้าเปลี่ยนเป็น เออ…มันง่ายๆนะ จบแล้ว

 

ตอนที่ 6 ไปเชื่อว่าต้องยาก

ลองไปสังเกตว่า นักปฎิบัติธรรมส่วนใหญ่ที่ผมเห็นในสายหลวงพ่อเทียน ทุกคนจะพูดเหมือนกันหมดว่า มันง่าย ทุกคนจะมีอยู่ในใจ อยู่ในสมอง หรืออะไรก็ได้ในตัวเองเลยว่า “การปฎิบัติธรรมจริงๆมันไม่ยาก มันง่าย

ทุกคนมีในใจอย่างนี้ เค้าจะทำอะไรที่มันง่ายๆ…มันง่ายไปหมดเวลาที่เค้าทำ มันง่ายไปหมด

พวกที่คิดว่ายากตั้งแต่แรก มันเลยไปทำอะไรยากๆหมด นี่แหละผมเห็นอันนี้อยู่ มันติดแบบนี้นิดเดียว

เวลาคนไปเชื่อว่ายาก มันก็จะเลือกทำแต่ของยากๆ มันสะกดจิตตัวเอง แต่ไม่รู้ตัว แล้วสมมุติว่าตัวเองทำได้แล้วนะ แบบง่ายๆ แต่ก็…สงสัยไม่ใช่มั้ง ไม่น่าจะใช่…มันง่ายไป !! ถ้าแบบนี้…มันก็ใครๆก็เป็นพระอรหันต์แล้วสิ?   ก็ใช่…ถูกแล้ว

มันฝืนความเชื่อตัวเอง มันไปเชื่อว่าต้องยาก มันเลยไม่เชื่อ เพราะมันง่าย

นี่ทริกง่ายๆแค่นี้ แต่เค้าก็ทำใจไม่ได้ว่ามันต้องง่าย…คนเราก็แปลกเหมือนกัน…งงเหมือนกัน ให้ทำง่ายๆไม่เอา จะเอายากๆ…พอเจอคำตอบนี้ก็งงเลย อย่างนี้ก็มีด้วย…แต่มันมีจริงๆ

 

Camouflage

20-May-2016

 

ถอดไฟล์เสียงจาก YouTube : https://youtu.be/Z0ZeT2_mX-M

คลิปเสียงธรรมะทั้งหมดของคุณ Camouflage : https://goo.gl/RDZFMI

======================

5 ช่องทางการอ่านและฟังธรรม

1) Facebook : สุขกาย สุขใจ SookGuySookJai
http://www.facebook.com/sookguysookjai

2) Line : @camouflage.talk
https://line.me/R/ti/p/%40camouflage.talk

3) YouTube : สุขกาย สุขใจ SookGuySookJai
https://goo.gl/in9S5v

4) Website: http://camouflagetalk.com

5) Podcast : Camouflage – Dhamma Talk
https://itun.es/th/t6Mzdb.c