หลวงพ่อสุมโน – พระธรรมเทศนาแก่อุบาสิกาใจพระรุ่น 2

มีบุญนำพา

หลวงพ่อไม่เห็นความจำเป็นที่จะพูดกับพวกเราเรื่องการปฏิบัติเพราะพวกเรานี่มีบุญมากแล้ว มีวิปัสสนาจารย์ที่เป็นเลิศแล้วที่คอยดูแลเรามาตลอดในคอร์สนี้

เพราะฉะนั้นในวันนี้หลวงพ่อจะเน้นพูดถึงเรื่อง “ชีวิตของสมณะหรือนักบวช” ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจในทุกสิ่งที่หลวงพ่อพูด แต่ให้เราพยายามตั้งใจฟัง เราก็จะเข้าใจสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่เรา

หลวงพ่อจะพูดให้เราตระหนักถึงบุญ ของเราที่นำพาเรามาถึงตรงนี้ และจะย้อนกลับไปให้เราเห็นถึงขั้นตอนต่างๆ ในชีวิตเราที่ผ่านมาที่นำเรามาถึงที่นี่

กว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้ พวกเราทุกคนต่างก็ได้เห็นความไม่พอใจ และความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ของเรา พวกเราต่างก็เคยไขว่คว้าหาความสุขในโลกที่ไม่เคยให้ความสุขกับเราได้เลย สิ่งต่างๆ ที่เราได้พยายามทำมา สุดท้ายก็จะทำให้เรา เบื่อ เพราะว่าความเบื่อก็เป็น “อนิจจัง” เป็นกฏอย่างหนึ่งของธรรมชาติ

ถ้าในทางของศาสนาคริสต์ก็จะบอกว่า เหมือนกับมีมารร้ายที่ทำให้เกิดสิ่งไม่ดีขึ้นในชีวิตของเรา เป็นปัญหากับชีวิตเรา พวกเขาไม่ได้เห็นว่า จริงๆ แล้วปัญหาไม่ใช่ว่ามีสิ่งชั่วร้ายมาทำให้เกิดขึ้น แต่เป็นความเป็นจริงของโลกนี้

กว่าเราจะมาถึงจุดที่เป็นผู้ปฏิบัติ ที่มองหาความจริงแบบนี้ เราต้องอาศัยบุญมากที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเชื่อแบบนั้น

 

มีศีล

สถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ในสมณเพศนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด และพวกเราทั้งหมดก็ได้รับการศึกษามาแล้ว ยิ่งมีความรู้มีการศึกษามากเท่าไหร่ก็ยิ่งวิกฤติมากเท่านั้น และเราก็จะมองเห็นข้อเสีย ข้อติสิ่งที่เราไม่พอใจในที่ต่างๆ ได้เสมอ

ในสายตาของหลวงพ่อ ในฐานะแม่ชีนักบวชของพวกเรานี้ หลวงพ่อให้ความสำคัญของสถานะแม่ชีเท่ากับเป็นพระ พวกเรามีทั้งศีล 5 และก็ศีลเพิ่มมาอีก 5 ข้อที่ทำให้ชีวิตของพวกเรานี้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับวินัยของสงฆ์ 227 ข้อนั้นก็เหมือนกับศีล 5 แต่เป็นในขั้นที่ละเอียดมากขึ้นไปอีก

เราก็มีทั้ง “การถือศีลและการปฏิบัติ” ด้วย การที่เรามีทั้งศีลและการปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา

 

สมณะ

ขณะที่เราเพิ่งก้าวเข้ามาในสมณเพศนี้ แน่นอนว่าพวกเราก็รู้สึกถึงความตึงเครียด ความกดดัน ถ้าเรามองการมาบวชของเราในครั้งนี้ในมุมนึง เราอาจจะมองได้ว่า พวกเราเนี่ยต้อง “เสียสละ” มาอย่างมาก

ในชีวิตนักบวชของเราตอนนี้ เราไม่สามารถจะแค่ยกหูโทรศัพท์และซื้อตั๋วไปเชียงใหม่ หรือว่าโทรไปให้เค.เอฟ.ซี. มาส่งไก่ทอดให้เราได้ เราไม่สามารถที่จะเปิดทีวี ดูละคร ดูกีฬา หรือสิ่งอื่นๆ ที่เราชอบใจได้ สิ่งที่เราพลาดในการไม่ได้ดูทีวีก็คือ เราไม่รู้ข่าว เช่น ข่าวการปล้นร้านทอง เราก็จะพลาดโฆษณาต่างๆ เช่น โฆษณายาสระผม สิ่งที่หลวงพ่อพูดมาเป็นเหมือนกับรูปแบบวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนไทย ก็คือ จะต้องมีการดูทีวี หรือการซื้อของ

ตอนนี้เราอาจจะรู้สึกแปลกๆ นิดนึงที่มาปรับตัวแบบนี้ อยู่ๆจะไปกินภัตตาคารฟูจิก็ไม่ได้ จะฟังเพลงของเลดี้ กาก้า (Lady Gaga) ก็ไม่ได้อะไรอย่างนี้

หลวงพ่อดีใจที่เห็นพวกเราเป็นสมณะทั้ง 43 รูป คำนี้หลวงพ่ออยากให้เรามองให้เห็นว่าความหมายเป็นยังไง? ให้ความหมายนั้นสะท้อนกลับมาที่เรา

คำว่า “สมณะ” มีความหมายว่า บุคคลที่ก้าวอยู่ในทางเดินที่จะไปถึงที่สุดของโลก ซึ่งคำว่า “#เดินไปถึงที่สุดของโลก” ไม่ได้หมายความว่า เดินไปจนตกขอบโลก เพราะเมื่อ 300 ปีก่อนนี้คนเชื่อกันว่า โลกนี้แบนและถ้าเราเดินต่อไปเรื่อยๆ  สุดท้ายเราจะไปถึงที่สุดของขอบโลก

แต่โลกที่หลวงพ่อพูดถึงนี้ หมายถึง โลกส่วนตัวของพวกเรา โลกที่วุ่นวายสับสน ที่เราต่างก็หวงแหน

เราจะเห็นได้ว่า ผู้คนในโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจกันเลย เพราะแต่ละคนก็มี โลกส่วนตัวของตัวเอง แล้วก็พยายามที่จะสื่อสารกัน

ส่วนถ้าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมมาจนบรรลุธรรมไม่ว่าจะเป็นในขั้นโสดาบัน หรืออรหันต์ ท่านก็จะไม่มีโลกส่วนตัวของท่านอีกแล้ว  และเมื่ออริยบุคคลเจอกันก็จะไม่มีการสื่อสารที่เข้าใจผิดกันอีกต่อไป เพราะว่าต่างก็ไม่มีโลกส่วนตัวอีกแล้ว ซึ่งท่านก็ยังมีกายมีใจอยู่ เพียงแต่ท่านไม่มีความเป็นเจ้าของในกายใจนั้นแล้ว

หลวงพ่อพูดตลกที่พูดถึงร้านอาหารต่างๆ  เช่น เค.เอฟ.ซี ชาบู ชาบู จริงๆ ไม่ควรจะพูดในเวลานี้…สงสารชี สินค้าต่างๆ ที่หลวงพ่อยกตัวอย่างมานี้ เป็นตัวอย่างของการหลอกลวง การดึงดูดความสนใจของเราไปในโลกแห่งมายาเหล่านั้น

เมื่อเราเริ่มปฏิบัติ เราก็คงจะอยากรู้และคงจะมีคำถามว่า เราจะปฏิบัติไปทำไม? ปฏิบัติไปเพื่ออะไร? ปฏิบัติอย่างไร? คำตอบคือ “ อิสรภาพ (Freedom)

อิสรภาพที่แท้จริง คือ อิสรภาพจากการที่จะต้องทำอะไร (freedom from something)ไม่ใช่อิสระเพื่อที่จะไปทำอะไร (not freedom to ….) อิสรภาพจากความโง่หรือโมหะ อิสรภาพจากตัณหา จากโลภะ จากความต้องการ

“จริงๆ แล้วถ้าไม่มีความอยาก เราก็จะเป็นอิสระแล้ว” ให้จำสิ่งนี้เอาไว้เลย

 

ความดี

พวกเราทั้งหมดที่มีการศึกษากันมาไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ เราต่างก็มีความรู้สึก ทัศนคติ เกี่ยวกับ “ความดี” หลวงพ่อจะขยายความตรงนี้

สิ่งแรกที่หลวงพ่ออยากจะชี้ให้เห็นเกี่ยวกับ “ความดี” ก็คือ ความดีมันไม่พอ ดียังไงก็ไม่พอ พวกเราทั้งหลายไม่ได้มีหน้าที่จะต้องทำความดีอีกต่อไป “ความดีนี้เป็นเรื่องของทางโลก” เป็นการที่จะต้องกระทำอะไรสักอย่างขึ้นมา

เลิกทำซะ เลิกทำสิ่งต่างๆ และหันกลับสนใจสิ่งที่อยู่เหนือโลก ก็คือ “ปัญญา

สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ เราไม่สามารถช่วยใครได้มากนัก อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่า เรายังช่วยใครไม่ได้จนกว่าเราจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว การที่เราถือศีล 5 นี้ เราก็เป็นคนดีพอแล้ว

 

เสียสละ

และถ้าพูดถึงในเรื่องของการเสียสละ หรือที่เรามองว่าเราได้เสียสละชีวิตเดิมเข้ามาเป็นสมณเพศ จริงๆ แล้วเราได้เสียสละอะไรลงไป อะไรที่มีค่ามากที่เราถึงจะใช้คำนั้นว่า “เสียสละ” ในเมื่อสิ่งต่างๆ ที่เรามีในโลกใบเดิมเนี่ยมันไม่มีอะไรมีค่าพอที่เราจะไปเป็น ไม่มีอะไรมีค่าพอที่เราจะหวงแหนเก็บเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจ รถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ การท่องเที่ยวไปในที่แปลกหูแปลกตา และสุดท้ายเราก็ต้องกลับมาที่เดิม

ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนที่เราจะรักษาสิ่งที่เรามี หรือว่าไขว่คว้าหาสิ่งที่เราไม่มี ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรืออะไรก็ตาม สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะพยายามเป็นอะไรก็ตามสุดท้ายก็จบลงที่ความทุกข์อย่าพยายามทำอะไร

 

เข้าใจไม่ใช่เข้าจิต

ถ้าไม่ได้มาใช้ชีวิตแบบนี้ แล้วเราจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ในการที่บอก “ไม่ต้องทำอะไร” ก็คือ ในเรื่องของความดีทำอะไรที่นอกเหนือจากหน้าที่ สิ่งที่เราต้องทำในขณะนี้ คือ หน้าที่ของเรา

เรารู้มั้ยว่าหน้าที่ของเราคืออะไร?  ตอนนี้อย่างน้อยเราก็ไม่มีหน้าที่จะต้องทำงานบ้านมากนัก ไม่ว่าจะเป็นงานครัว หรืองานทำความสะอาด

หน้าที่ของเราตอนนี้ก็มีเพียงพัฒนา เจริญความรู้สึกตัว เราก็จะต้องทำสมาธิ ถ้าเรามีสมาธิแล้ว สติก็จะเกิดขึ้นมา สมาธิเป็นปัจจัยทำให้เกิดสติ แล้วเวลามีสติเราก็รู้แค่ในปัจจุบันขณะ การรู้ปัจจุบันขณะก็ดีแต่ก็ยังไม่ดีพอ

เมื่อเห็นถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราก็จะเข้าใจ ไม่ใช่เข้าจิต “จิต” ของหลวงพ่อหมายถึง ตัวที่ยังคิดและรับรู้ แต่ “ใจ” หมายถึงตัวที่รู้ใน อนิจจัง ทุกขัง อนันตาแล้ว

สิ่งที่เราต้องทำหน้าที่ก็คือ เจริญสมาธิเพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดสติ และเมื่อมีสติแล้วก็พิจารณาดูให้เห็นถึง อนิจจัง ทุกขัง อนันตา

 

อิสรภาพ

สิ่งนึงที่ประกอบอยู่ในเรื่องของ “อิสรภาพจาก…”  ก็คือ ถ้าเรามีอิสรภาพแล้ว ในแง่นึงก็คือ “มีอิสรภาพจากความหวังแล้ว เราก็จะมีอิสรภาพจากความกลัวด้วย

เมื่อก่อนโลกของเรา ชีวิตของเรา ก็คือ มีหน้าที่ต้องทำก็คือ ต้องเรียนปริญญาโท ต้องหางานดีๆ ต้องหาเงินเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ การไปพักตากอากาศ มีครอบครัวแล้วก็ต้องมีการหย่าร้าง มีการแยกกันอยู่ ทุกอย่างเป็นสิ่งน่าเบื่อหมดเมื่อเราได้มาแล้ว เมื่อเราใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เราก็จะมีความหวัง เมื่อมีความหวังแล้วมันก็จะมาพร้อมกับความกลัวด้วย แล้วเราก็จะรับเอาความวิตกกังวลจากสิ่งรอบนอกเข้ามา

หลวงพ่อขอย้ำอีกครั้งนึงว่า พวกเราไม่ต้องทำความดีอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะสึกออกไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปมีบ้านใหม่ รถใหม่ ใหญ่กว่าเดิม

 

ความสงบ

อันนี้หลวงพ่อก็จะพูดถึงชีวิตสมณะของพวกเรา พวกเราก็ได้มาพบเจอกับมิตรภาพใหม่ๆ ในสังฆะนี้ เพื่อนใหม่ของเราในสังฆะนี้ คือ เป็นเพื่อนร่วมทางจิตวิญญาน ซึ่งทุกคนต่างก็ให้ความสำคัญกับความสงบ ความสงัด ในชีวิตสมณะนี้เราทุกคนจะต้องให้ความเคารพและเห็นความสำคัญของความสงบ เพราะฉะนั้นเวลาเดินเจอกันก็ไม่ต้องชวนคุยแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำให้กันได้ ก็คือ การเคารพความสงบ ความสงัดของแต่ละคน

 

ไม่ควรมองหาข้อผิดพลาดคนอื่น

อันนี้เป็นคำแนะนำที่หลวงตามหาบัวแนะนำให้กับพระที่บวชใหม่ มันเป็นการผิดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในการที่จะมองหาข้อผิดพลาดในพระสงฆ์รูปอื่น ทัศนคติหรือความคิดแบบนี้ที่มองหาความผิดความไม่ดีในตัวคนอื่นนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรในการปฏิบัติของเราเลย มันไม่ใช่กิจหรือหน้าที่ของเราที่จะไปวิพากวิจารณ์พระรูปอื่น ไม่ว่าเค้าจะทำไม่ดีไม่เหมาะสมไม่สมควรยังไงก็ตาม สิ่งที่เราควรจะทำ ก็คือ มาสังเกตความไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของเรามากกว่า

 

ปัญญา” ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการที่เราไปชี้นิ้วว่าคนอื่น หรือเห็นคนอื่นทำผิด ปัญญาเกิดจากการที่เราเห็นข้อผิดพลาดของเราเอง เพราะว่าวินัยต่างๆ ของพระหรือของเรา ก็ได้ถูกจับขึ้นมาเพื่อที่จะได้ฝึกเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องด้านกาย วาจา หรือใจ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหมดก็ต้องเคารพกับวินัยอันนั้น แล้วก็ต้องมีสติในการจัดการกับวินัยของตัวเอง….หลวงพ่อก็จบบทเทศน์ที่เตรียมมา

 

นำสมาธิภาวนา

หลวงพ่อจะให้พวกเราลองนั่งสมาธิด้วยกันประมาณ 15 นาที และหลังจากนั้นก็จะเปิดโอกาสให้ถามคำถาม หรือว่าจะให้คำตอบกับหลวงพ่อก็ได้

หลับตา นั่งสบาย ไม่ทำอะไร

การทำอะไร_ก็มีกิเลส_มีความอยาก อันนี้ก็เจริญไม่ได้ เป็นอุปสรรคใหญ่

ตอนนี้มีชีวิตอยู่ มีชีวิต มีกายซึ่งเป็นแม่ชีแล้ว ไม่ใช่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งน่าเคารพ

ตอนนี้มีหน้าที่ คือ อยู่ในชีวิตประจำวันก็ให้รู้ ไม่ใช่ตามความคิด ไม่ใช่ทำให้จิตนิ่ง สบาย

ปฏิบัติไม่เกี่ยวกับสบาย ไม่เกี่ยวกับความสุข เพราะไม่มีความสุข มีแต่ทุกข์มาก กับทุกข์น้อย แต่ถ้าแช่อยู่ในความสุขไม่ได้ปฏิบัติธรรม

ชีวิตก็เป็นสิ่งมีจำกัด ไม่รู้พรุ่งนี้จะยังมีชีวิตอยู่มั้ย? ไม่ต้องคิดในทางชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่ามีชาติหน้ารึเปล่า?

ก็เป็นอย่างนี้ ปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้ มีกรรม มีบุญ

ทุกขณะที่รู้ตามเป็นจริง อันนี้ก็เป็นกุศลธรรม นั่งขัดสมาธิแบบนี้นี่ก็กำลังได้บุญตลอด

บางครั้งก็รู้ บางครั้งก็เผลอ เป็นผู้รู้กับผู้เผลอ ผู้เผลอเป็นปัจจัยให้ผู้รู้เกิด ผู้รู้เป็นปัจจัยให้ผู้เผลอเกิด เกิด-ดับ เกิด-ดับ สลับกัน…ไม่มีใคร

สังเกตตอนนี้ จิตก็มีอารมณ์ มีความสุข มีความทุกข์ ง่วงนอน เบื่อ เฉยๆ อันนี้เป็นอารมณ์ สภาวธรรมเกิดขึ้นตลอดในอีกหนึ่งส่วน ถ้าเห็นแบบนี้ก็สติเกิดในอีกหนึ่งส่วน “สติ-สภาวธรรม-อารมณ์” ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ก็เปลี่ยนแปลงตลอด เรารู้ได้สิ่งเดียวขณะเดียว

แล้วยังมีจิตด้วย ซึ่งจิตก็เปลี่ยนตลอด จิตเป็นสิ่งที่เห็นได้ เพราะจิตไม่ใช่ของเราเหมือนกัน ไม่มีอะไรของเรา คุมอะไรไม่ได้ สิ่งที่คุมอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา

บางครั้งก็คิดแต่เราไม่ใช่ผู้ที่คิด ความคิดก็คิดเอง

บางครั้งก็รู้สึก รู้สึกดีกว่าความคิดเยอะ รู้สึกไม่เกี่ยวกับความคิด พวกเราก็คิดเยอะ แต่ไม่ต้องเป็นเจ้าของความคิด

เราเรียนหนังสือ ปริญญาตรี โท เอก ก็ให้ความคิดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในโลก แต่อยู่ในธรรมอันนี้เป็นอุปสรรค ไม่ใช่ไม่ให้คิด ไม่ได้พูดเรื่องห้ามคิด ห้ามคิดไม่ได้

มีคนชอบอยู่กับบริกรรมภาวนา หรือลมหายใจเข้าออก…ไม่ใช่ ให้เอาใหม่ อันนี้ไม่ใช่จะรู้พุทโธ สัมมา อะระหัง อะไรแบบนั้น…แต่ต้องรู้จิต

ถ้ารู้จิตไม่ทันให้กลับมาอยู่กับบริกรรมภาวนา ลมหายใจเข้า-ออก เพื่อที่ให้มีกำลัง ไม่ใช่เพื่อที่จะทำให้จิตสบาย อยู่ในทางปกติธรรมชาติ ไม่ให้จิตพิเศษ ให้เป็นจิตมนุษย์ จิตมนุษย์มีทุกข์มากกับทุกข์น้อย…ไม่ใช่ไม่มีทุกข์

อีก 5 นาที…สิ่งเกิดต้องดับ มีสิ่งดับสิ่งใหม่เกิด สิ่งจริงเป็นจริง ตามเป็นจริง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนัตตา” ก็ต้องฝึก พวกนี้ก็รู้อนิจจังแล้ว ทุกขังก็รู้ 50% ต้องรู้มากกว่านั้น อนัตตาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง…คิดเป็นคนตลอด

หลวงพ่อไม่ได้เห็นคน เห็นแต่กรรม

อิสระจากกิเลส อิสระจากคิดเป็นคน อิสระจากตัณหา

เมื่อกี้ได้ยินเสียง ก็ฝึกได้…มีแต่เสียง ไม่ใช่เสียงคน เสียงฝรั่ง เสียงพระ โอเค…แค่นี้

 

25 ส.ค.2558

หลวงพ่อสุมโน ภิกขุ

สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา

อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

 

ฟังเทศน์ได้ที่ https://youtu.be/x3-LcciUFI8