วิถีแห่งการหลอมรวม

 
เนื่องในงานมุทิตาจิตครบรอบ 77 ปี ของหลวงพ่อสุมโน ภิกขุ แห่งสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา ทางคณะลูกศิษย์มีความตั้งใจที่จะพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติของท่าน ที่ท่านลงมือถ่ายทอดด้วยตัวท่านเอง ผ่านตัวอักษรลงในหนังสือเล่มนี้
 
ทั้งยังได้นำเนื้อหาคำสอนที่ท่านได้เคยจัดคอร์สปฏิบัติธรรมให้แก่เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ นำมารวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
 
ผมเองเป็นหนึ่งในลูกศิษย์คนหนึ่งของท่าน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เขียนเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างหลวงพ่อกับผม
 

ผมกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนที่จะรับปากเขียน นั่นเป็นเพราะผมเกรงว่าเรื่องราวมากมายที่ผ่านมาเกือบ 8 ปีนั้น ผมเองอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์ 100%
 
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า เรื่องราวของหลวงพ่อที่มีต่อผม มันไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของหลักฐานที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
แต่มันคือกระบวนการถ่ายทอดทางจิตวิญญาณ ของอาจารย์สู่ลูกศิษย์ เป็น “ธรรมชาติแห่งการหลอมรวม
 
คำศัพท์อีกคำหนึ่ง ที่ท่านเขมานันทะ ใช้เรียกสภาพการณ์แบบนี้ คือคำศัพท์ที่เรียกว่า “ระบบคุรุดอม (Gurudom)
 
ท่านอธิบายไว้ได้อย่างลุ่มลึก ท่านตีแผ่เปิดเผยสิ่งที่อธิบายได้ยากออกมาอย่างชัดเจน
 
และสาระสำคัญที่สุด ก็เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจความสำคัญของการได้มีโอกาส ที่จะมีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับครูบาอาจารย์ ดังนี้
 
 
สำหรับมนุษย์แล้ว ลูกศิษย์ที่คอยติดตามครู คอยรินน้ำให้กิน คอยฟังน้ำเสียง คอยอยู่ใกล้ครู นั่นคือการเรียนรู้ตลอดเวลา อารมณ์ของครูทั้งหมดเป็นการศึกษาทั้งนั้น เป็นไปตามระบบคุรุดอม
 
ซึ่งทั้งหมดเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เรียนรู้ทุกอย่างที่เป็นของครู แล้วกลายมาเป็นของตัวเองเมื่อครูล่วงลับไป
 
ระบบคุรุดอมเป็นระบบแข็งแรงที่สุด เพราะได้ผ่านการทดสอบกลั่นกรองผ่านมาในกระแสธรรมชาติ วิถีนี้ผิดกับระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงยาวไปเรื่อยๆ แบบนั้นมีลักษณะเป็นพัฒนาการที่ไม่ได้เรียนผ่านดวงจิตของครู
 
จิตใจของครูได้ถูกถ่ายทอดมาสู่ศิษย์โดยไม่เกี่ยวกับถ้อยคำ
 
เขมานันทะ
 
 
 
และก่อนที่จะเข้าไปถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างผมกับหลวงพ่อนั้น ผมนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งมีคนเคยถามผมว่า หลวงพ่อเป็นอาจารย์คนแรกของผมใช่หรือไม่? ผมเองไม่ได้ตอบอะไรคนๆ นั้น และผมก็ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้นอีก
 
ทำไมผมถึงไม่ตอบรับ หรือไม่ปฏิเสธ
นั่นเพราะ “หลวงพ่อไม่ได้เป็นแค่อาจารย์” ในชีวิตของผม
 
เรื่องราวต่อจากนี้ จะเป็นคำตอบสำหรับคำถามข้างต้น ที่ทุกท่านจะได้รับรู้ไปพร้อมๆ กันครับ
 
ก่อนผมจะมีโอกาสเจอหลวงพ่อ ผมมีความสนใจปฏิบัติธรรมมาก่อนแล้ว ผมปฏิบัติธรรมตามคำสอนของครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งมาราว 2 ปี และวันหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่ของผมก็ได้อ่านหนังสือชื่อ “ธรรมะจากพระภูเขา
 
หลังจากเขาได้อ่าน เขาก็ออกตามหาหลวงพ่อจนเจอ และได้สนทนาธรรมกัน หลังจากนั้นพี่ท่านนี้ก็ชวนผมไปกราบหลวงพ่อ…ผมก็ตามไปด้วยดีครับ
 
ในครั้งนั้น ผมจำไม่ได้เท่าไหร่ว่าเราสนทนาอะไรกัน แต่หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ไปหาท่าน เพราะช่วงนั้นผมเองก็ตระเวนฟังธรรมจากที่อื่นอยู่
 
จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ผมก็คิดถึงท่านขึ้นมา ผมจึงโทรไปนัด ขอเข้าพบท่าน
 
หลังจากการนัดพบกันครั้งนั้น ระหว่างผมกับหลวงพ่อ ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิตของผม
 
การไปมาหาสู่ระหว่างผมกับหลวงพ่อได้เริ่มขึ้น หลังจากนั้นผมก็แวะไปหาท่านทุกสัปดาห์
 
เส้นทาง กรุงเทพ – ปากช่อง กลายเป็นเส้นทางประจำของผมทุกวันอาทิตย์
 
ตามปกติผมจะมีเวลาว่างแค่วันอาทิตย์หลังทานอาหารเที่ยงกับครอบครัวพ่อแม่ผม ดังนั้นหลังจากจบมื้อเที่ยง ซึ่งบางครั้งกว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปบ่ายสาม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมกับแฟนมีความย่อท้อ เราสองคนออกรถมาหาหลวงพ่อทันที เรากลับถึงบ้านดึกทุกอาทิตย์ จนแฟนผมเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าเพราะต้องไปทำงานแต่เช้าวันจันทร์ แต่สำหรับผมในสมัยนั้นไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย การได้ขับรถไปหาหลวงพ่อ เหมือนเป็นการพักผ่อน เป็นการชาร์จแบตของผม
 
มีคนเคยถามผมว่า ไปคุยอะไรทุกอาทิตย์ มีอะไรคุยกันเยอะแยะหรือไง? ผมตอบว่า ก็ไม่รู้จะคุยอะไรเหมือนกัน แต่พอไปถึงหลวงพ่อก็จะมีเรื่องเล่าให้ฟังอยู่ตลอด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องแง่มุมในดำเนินชีวิตที่ผ่านมาของท่าน เป็นเรื่องแนวคิดใหม่ๆ ความรู้ แง่คิด ทั้งทางโลกและทางธรรม ส่วนตัวผมเองก็เล่าผลการปฏิบัติธรรมให้ท่านฟังว่ามีอะไร อย่างไรบ้าง ท่านก็จะแนะนำตามปัญญาญาณที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ให้เราไปพิจารณาต่อไป ผมไปมาหาสู่แบบนี้ราวๆ 3 ปี
 
ผมจำได้ครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งพูดกับผมว่า ทำไมหลวงพ่อเล่าชีวิตของท่านให้ผมฟังแทบจะทุกเรื่อง ผมได้แต่ตอบว่าไม่ทราบเหมือนกันครับ ในตอนแรกผมเองคิดว่า ผมคงอยู่กับท่านบ่อย ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย แต่คำตอบที่ผมได้จากท่านกลับไม่ใช่แบบนั้น
 
จนผมมีโอกาสได้สนทนากับหลวงพ่อ ผมเองก็เล่าถึงเรื่องข้างต้นให้ท่านฟัง ท่านตอบผมว่า นั่นเป็นคำสอน เป็นการสอน
 
ถึงตรงนี้ ผมฟังแล้ว ก็เข้าใจในความลึกซึ้งของการถ่ายทอดทางจิตวิญญาณทันที ผมเองพอจะมีโอกาสแนะนำการปฏิบัติธรรมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อยู่บ้าง ตามโอกาสอันสมควร หลายครั้งผมต้องยกประวัติชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีในอดีตของผม หยิบยกขึ้นมาเล่าให้หลายคนฟัง ซึ่งการเล่าของผมนั้น ก็เพียงเพื่อที่จะต้องการให้ข้อคิด ให้คำสอน เพื่อให้คนเหล่านั้นเห็นภาพจากชีวิตจริงอย่างชัดเจน จนสามารถนำไปขัดเกลาตัวเองได้ในที่สุด
 
และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดคำสอนที่ได้หลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิตระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์ที่ได้อยู่ร่วมกัน
 
และแล้วชีวิตระหว่างหลวงพ่อกับผม ก็มาถึงจุดที่ผมไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้อีกต่อไป
 
วิถีชีวิตที่ผมมีกับหลวงพ่อจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 8 ปีแล้ว วิถีแห่งคุรุดอม วิถีแห่งจิตสู่จิต เป็นวิถีที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เป็นวิถีแห่งหลอมรวมเข้ามาในใจผม มันค่อยๆ คืบคลาน ค่อยๆ แทรกตัว ค่อยๆ ซึมซาบ เอิบอาบผ่านมาทางใจ โดยที่เราไม่รู้ตัว
 
ลักษณะของบุรุษผู้ทรงภูมิ ทรงปัญญาญาณนั้นได้ซึมซาบหลอมรวมผ่านมาในใจผม เป็นความหลอมรวมที่สอนกันไม่ได้ด้วยคำพูด ด้วยการอ่าน ด้วยการฟัง
 
แต่ด้วยการใช้ชีวิต…ด้วยการมีวิถีชีวิตร่วมกัน ด้วยใจที่เปิดกว้าง และศิโรราบ เป็นดั่งแก้วเปล่าที่พร้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามา และพร้อมที่จะทดลองปฏิบัติตาม จนรับทราบผลลัพธ์ด้วยใจตัวเอง
 
หากจะให้ผมเปรียบเทียบ ก็เปรียบเสมือนครอบครัว ที่ประกอบด้วย พ่อแม่ลูก จะสังเกตได้ว่าลูกมักจะเหมือนพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว แม้บางทีลูกอาจจะไม่อยากเหมือนก็ตาม แต่ความหลอมรวมนั้นก็บังเกิดขึ้นในที่สุด
 
ด้วยธรรมชาติของแห่งการค่อยๆ แทรกตัว ค่อยๆ ซึมซาบ จนกลายเป็นการหลอมรวม เช่นนี้
 
 
หากเราต้องการเจริญทางธรรม
ซึ่งหมายถึงการเติบโต และการเจริญทางจิตวิญญาณ
เราเองต้องรู้จักใช้ชีวิต มีชีวิตอยู่กับผู้ที่เข้าใจธรรมอย่างแท้จริง
 
เมื่อเรามีวิถีชีวิตแบบนั้น ธรรมชาติที่ผมกล่าวถึง จะเริ่มทำงาน
มันจะช่วยขัดเกลาเราอัตโนมัติ
 
และนั่นคือ องค์ประกอบสำคัญอันหนึ่ง
ในชีวิตของนักปฏิบัติธรรมที่ผมขอฝากเอาไว้ให้ทุกท่านได้พิจารณา
 
 
อย่างไรก็ตาม นักปฏิบัติธรรมทุกท่านเองคงต้องมีบุญมากพอที่จะพบครูบาอาจารย์ที่แท้จริง ไม่อย่างนั้น วิถีแห่งคุรุดอม คงพาชีวิตเราย่อยยับป่นปี้ในที่สุด
 
แทนที่จะได้พัฒนาชีวิตจิตใจให้เจริญขึ้น กลับกลายเป็นการนำเราไปในทางเสื่อมลง
 
 
ผมจำได้ครั้งหนึ่ง เมื่อผมบวชเป็นพระใหม่ ผมลังเลสงสัยอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ผมถามท่าน ท่านก็ตอบกลับมา และลงท้ายกับผมว่า “(ขอให้) ไว้ใจหลวงพ่อ
 
หลวงพ่อพูดสั้นๆ คำเดียว แต่สำหรับผมในตอนนั้น เป็นคำที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความอบอุ่น มั่นคง ที่ถูกส่งผ่านมาถึงผม เฉกเช่นเดียวกับความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคง ที่พ่อมีต่อลูก
 
ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ หลวงพ่อจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ครูบาอาจารย์สำหรับผม
 
ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังเป็นเหมือนเพื่อนรุ่นเดอะที่คุยถูกคอ เป็นคนสูงอายุที่ทันสมัย เป็นผู้สูงวัยที่ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา
 
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นนะหรือ เพราะการกระทำอะไรที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงนั้นไม่เคยล้าสมัย…ความจริงนั้นทันสมัยอยู่ตลอดอนันตกาล
 
 
 
เรื่องราวระหว่างผมกับหลวงพ่อคงมีอีกมาก แต่ผมจะขอเล่าพอสังเขปเพียงเท่านี้ก่อน
 
ท้ายที่สุดในความรู้สึกผม หลวงพ่อ คือผู้ที่ให้โอกาสผมได้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์นี้อย่างหนักแน่น และมั่นคง
 
หลวงพ่อเป็นเหมือนกำแพงอันใหญ่ที่พร้อมจะรับผม Support ผม เมื่อผมรู้สึกหลังชนฝา หลวงพ่อจะเป็นกำลังใจให้ผม ท่านจะคอยดูแล ปกป้อง กระตุ้นเร้า ไม่ให้เราหลุดออกจากเส้นทางแห่งความหลุดพ้นนี้เท่าที่ท่านจะทำได้ โดยไม่เคยห่วงชื่อเสียง หน้าตาของท่านในความเป็นอาจารย์ใหญ่เลย
 
และเมื่อเรามาถึงจุดนี้ เราจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมคนโบราณถึงได้ใช้คำว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์
 
ด้วยความเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่แท้จริงที่หลวงพ่อมี และมีให้ผม ท่านจึงเป็น…
 
พ่อที่ให้กำเนิดชีวิตใหม่กับผม…ชีวิตใหม่บนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์
 
หากไม่มีพ่อคนนี้…ก็ไม่มีผมในวันนี้เช่นกัน
 
 
Camouflage
29 มิถุนายน 2560
 
คัดลอกจากหนังสือ สมณะ To The End of The World โดยหลวงพ่อสุมโน ภิกขุ
=============
 

The Natural Flow of Fusion

 
Since the 77th Muthita Jitr Ceremony of Venerable Sumano Bhikkhu from Tum Song Dtah (Double Eyed Cave) is approaching, the disciples are determined to publish his biography that he himself has relayed through the words and letters in this book.
The book also contains some of the collection of Dhamma discourses given by Vernerable Sumano Bhikku which have been recorded during the Dhamma courses.
I am one of his disciples that has been assigned to write the stories between Luang Por and I.
At first I hesitated to accept this task to write because I was afraid that I would not be able to 100% convey all the stories that have been accumulating for nearly 8 years.
That is because, a lot of what happened between Laung Por and I were not just incidents or evidences that are tangible.
However, they were the abstract processes of conveying the flow of spiritual energy from master to disciples — the natural process of ‘fusing the energy into one’.
Another word that explains this state is “Gurudom” which was described by the great Khemananta.
He could profoundly explained and was able to unfold things that were too abstract to describe clearly.
And the most important point of this, is for the younger generation to understand the importance of getting the opportunity to live a life with your spiritual master, as follows:
As human beings, if you get to be a close disciple that serves your teacher, waiting to refill his water, listening to the tone of his voice, staying close to him – every moment of your life would be part of the learning process. Every manner that arise from the master is a great learning experiences. And this is the ‘Gurudom’ system.
The whole learning experience is a natural process. That is, learning from everything that made who your master really is, and eventually, those qualities would become who you are when the master passes away.
The Gurudom is the strongest system. It has been proven so by the diffusion of teachings through the vibes of nature. This is not like the modern education that stretches out like a straight line — these developmental processes cannot be studied through the spiritual being of the teacher.
The spiritual being of the teacher has been conveyed to the student without the use of words.
– Khemananta
Before we get into the early stories of me and Venerable Sumano Bhikkhu, I remember that one person has once asked me whether Luang Por was my first master or not. I didn’t respond nor said anything to that person’s question.
Why didn’t I said yes or no? Well, that is because Laung Por is not just a master in my life.
The following story will be the answer to the previous question. We will find out altogether as we proceed down the paragraphs.
Before I met Luang Por, I had an interest in practicing Dhamma. I practiced according to the teaching of one master for about 2 years. Until one day, a friend of mine had read a book called “Monk in the mountain“.
After he read it, he started searching for Luang Por who wrote the book, found him and had a chance to discuss Dhamma with him. After that, he invited me to visit Luang Por, and I went.
At that time, I didn’t remember what we talked about. But after that day, I didn’t go visit him that often because I was focusing on learning Dhamma from different masters in different places.
Many months have passed, and I thought of Luang Por once again, so I called to schedule a meeting with him. This meeting between me and Luang Por has become another major turning point of my life.
My visits to Luang Por started from then, I visited him every weekend. The road from Bangkok to Pak Chong was my Sunday routine.
Normally, I’m only free on Sunday afternoon after I have lunch with my family. Some lunches go until 3 pm, but that didn’t stop me nor my girlfriend to take our journey to visit Luang Por. We always arrive home late until my girlfriend got really tired because she had to work on the following day. But for me, I didn’t feel tired at all— when I drive to see Luang Por, it was like a vacation for me, it was me recharging my battery.
 
Some people have asked me what our conversations were about, is there that much to talk about every weekend? I said I didn’t know what to talk about either, but when I go there, Luang Por always have stories to tell all the time. Mostly they are jokes, and reflections on how he perceive his own life, there are also a lot of new thoughts, knowledge and perceptions on both about the world and the Dhamma. As for me, I talk to him about my own practice in Dhamma, what the results and details are. Luang Por would always give me advice from his intuitive wisdom which arises in his mind at that moment, and he would allow me to interpret and reflect on his advice on my own. These visits lasted for about 3 years.
I remember one of Luang Por’s disciples has once asked me why Luang Por tells me about nearly all aspects of his life. I said I don’t know, at first I thought that maybe it was because I spent a lot of time with him.
So when I had the chance, I told Luang Por about his disciple has asked me that question. He said that those stories are themselves the teachings. He was actually teaching me.
From then on, I began to understand the deepness of passing on the teachings through spiritual diffusion. Also, sometimes I have to advice the practice of Dhamma to my friends, I often times have to use my life stories as examples, whether it is a good or a bad past. I tell my own stories to teach people, and allow people to reflect upon those teachings from my real life experiences, in order to eventually be able to refine themselves.
And this is one of example of how teachings can be fused from one spiritual being to another when a master and his disciple spend time together.
****************
There comes a time, when the lives between Luang Por and I have reached the point where I can no longer express in words.
The way of living that I’ve been having with Luang Por until now is reaching its 8th year. The way of Gurudom, the passing on of teachings from spirits to spirits is something that cannot be explained in words. It is the natural way of teaching that seeps into my mind and spirit, and gradually penetrated into the fulfilling mind without realizing it.
The character of a man with intuitive wisdom has permeated into my mind, it is the fusion of teachings that cannot be taught with words or by reading or listening.
Rather, it is about the way of living and how we live together with an open heart and a complete surrender, like an empty glass always willing to accept anything that pours in, and willing to prove the teaching by practicing until you can realize the truth at the experiential level.
If you would like me to make a comparison, it is like a family with a father, a mother and a child. You will notice that the child is somehow similar to his/her parents without even realizing it. Although the child might not want to be like his/her parents, the fusion would still happened eventually.
This is the flow of nature, slowly and gradually fuses into one.
If we would like to prosper in Dhamma, meaning that to progress and grow on the spiritual path, we must know how to live our life with those who truly understands Dhamma.
When we could live a life along that path, the natural process of fusion like I have mentioned will automatically start and help us refine ourselves accordingly.
For those practicing Dhamma, this is one of the important factors in life that I would like you to contemplate.
However, all Dhamma practitioners must have accumulated enough merit to meet the real master, otherwise the way of Gurudom would lead us to shattering lives. Instead of growing on the spiritual path, it will lead us to a sinking path.
***************
I remember once during the time I just entered the monkhood, I had a doubt on something, which was not a big deal— so I asked Luang Por about it, and he replied, but with the ending words of “trust me.”
Those ending words, for me, were full of strength, warmth and secured feeling that oozed into me. It was like the feeling of love, warmth and secured feeling that a father has for his son. With that vivid feeling, Luang Por is not just a master for me.
 
He is also like an elderly friend of mine that get along well together. An elder with modern mindset who cannot get beaten by time.
Why is that the case? That is because any performed actions based on the truth never gets old. Truth is timeless.
***************
There are a lot more stories between me and Luang Por, but this is about all I would like to convey for the time being.
Lastly, Luang Por, from my personal feeling, is the one who gave me the opportunity to walk steadfastly and sturdily on the Path to full liberation.
Luang Por is like a big wall that is ready to give support. Whenever I feel I am being trapped against the wall, he is always there to encourage me.
He would always look after, encourage us and use all his strength to protect us from anything that deters us from walking on the Path to full liberation, without ever worrying about his own reputation or his own face as renowned Dhamma master.
When we reach this point in life, we will thoroughly understand why the Thai elderly would call their Dhamma teacher “Por-Mae-Kruba Ajahn”, which can literally be translated as “Father-Mother-Teacher”. (It literally means someone who has the qualities of a father figure, a mother figure and a true characteristic of master.)
With these qualities as a “Por-Mae-Kruba Ajahn” that Luang Por has and has towards me, Luang Por therefore is:
A father who has given me new life …. a new life on the Path to full liberation from all suffering.
Without a father like Luang Por, there will not be me today.
 
Camouflage
29 June 2017
 
From Samana, To The End of The World Book of Ajahn Sumano Bhikkhu