ไปให้ไกลกว่านั้น

บางท่านที่ศึกษาธรรมะมายาวนาน จิตใจยอมรับกับทฤษฎีของพระพุทธเจ้า และเริ่มปฏิบัติธรรมบ้างแล้ว

ก็เริ่มวาดภาพอนาคต ด้วยการคิดพิจารณาข้อมูล จนมีการนำเสนอว่า เมื่อเรามีอารมณ์ความปรุงแต่งใดๆ เกิดขึ้นในจิตใจ ก็ขอเพียงแค่เราเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งว่ามันก็เป็นอย่างนั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น กับสิ่งๆนั้นได้ ก็ถือว่าเป็นจุดสูงสุดในทางพุทธศาสนาแล้ว…ซึ่งไม่ถูก

เพราะในความเป็นจริงอารมณ์ ความปรุงแต่ง จะเกิดขึ้นมาได้นั้น เพราะมีจิต ที่มีอวิชชา จึงมีการเข้าไปจับยึดการกระทบใดๆที่เกิดขึ้นเสียแล้ว และเกิดการปรุงอารมณ์ขึ้นมาในทันที

และถ้าจิตยังเต็มไปด้วยอวิชชาแบบนี้ เราจะเรียกว่าจุดสูงสุดของพุทธศาสนาได้อย่างไร

บางครั้งก็เลยไปพูดกันว่า กิเลส หรืออารมณ์ ความพอใจ ความไม่พอใจ ความหงุดหงิด ขุ่นเคืองนั้น เป็นเรื่องของขันธ์5 ที่กำลังทำงานตามธรรมชาติ

ซึ่งในแง่นี้ หากอยากจะนำเสนอว่า ขันธ์5 นั้นทำงานตามธรรมชาติ เราควรที่จะต้องรู้ว่า เป็นธรรมชาติที่ยังคงมีอวิชชาอยู่

และเมื่อเป็นเช่นนี้ สำหรับนักปฏิบัติเราคงไม่สามารถเรียกสภาพแบบนั้นว่าเป็นการทำงานตามธรรมชาติได้

 

เพราะธรรมชาติที่แท้จริงนั้นเป็น ความว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาอาการของจิต ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรซักอย่าง ดังที่หลวงปู่ดูลย์เคยกล่าวไว้

 

ดังนั้นตราบใดที่ยังมีอวิชชาอยู่ในจิตใจนี้ เราคงเรียกมันได้เพียงว่า ขันธ์5 นี้ยังทำงานอยู่ตามธรรมดาโลก คือตามธรรมดาของจิตที่ยังเต็มไปด้วยอวิชชาครองอยู่ ไม่ใช่ตามธรรมชาติในแบบอย่างที่อยากจะนำเสนอกัน
.
.
.

เราต้องเข้าใจว่าศาสนาพุทธ
เป็นเรื่องของการดับกิเลสโดยสิ้นเชิง
เป็นเรื่องของการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
เป็นเรื่องของการพ้นไปจากความปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง

 

เมื่อพ้นไปจากความปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงแล้วจะมีอารมณ์ต่างๆนานา เช่นความพอใจ ไม่พอใจ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้าหากยังมีกิเลส ยังมีอวิชชาอยู่ ก็หนีไม่พ้นที่จะหาก่อ หาเกิด หาความปรุงแต่งไม่มีที่สิ้นสุด แล้วจะบอกว่าตัวเองเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น หรือพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้อย่างไร

ดังนั้นนักปฎิบัติธรรมเราจะวัดความเจริญก้าวหน้า วัดกันที่กิเลส วัดกันที่ความปรุงแต่ง…ไม่ใช่ที่อื่น
.
.
.

ถ้าเราเจอผัสสะอะไร แล้วยังเกิดความปรุงแต่งของจิต ที่ตัดสินแบ่งแยก จนเกิดความยินดียินร้าย พอใจ ไม่พอใจ จนเกิด โกรธ เกิดโลภ เกิดหลง เกิดอารมณ์ใดๆ เข้ามาในจิต และแม้ว่าเราจะบอกว่า เราไม่ทุกข์ เพราะเราไม่จับไม่ยึด แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของพุทธศาสนา

ขออย่าเข้าใจผิด ติดอยู่แค่ตรงนั้น

เพราะลักษณะอาการเช่นนั้น ขอเพียงเป็นคนที่มีพื้นฐานจิตใจดีๆทั่วไป ที่มีใจเอื้อเฟื้อ ใจกว้าง เป็นทุนเดิมของจิตใจ แม้ไม่เคยปฏิบัติธรรม แต่เค้าก็สามารถปรุงแต่งไปในทางที่ดี เช่นเป็นคนคิดบวก หรือแม้กระทั่งปรุงแต่งไปบนทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ จนสามารถเข้าใจผู้อื่นได้ เขาก็ปล่อยวางได้ เขาก็ไม่ทุกข์เหมือนกัน

แต่ในความเป็นจริง จิตที่ยังมีอวิชชาอยู่ ยังคงปรุงแต่งอยู่ ล้วนยังตกอยู่ในสภาพทุกข์อยู่

ดังนั้นเราในฐานะนักปฏิบัติที่แท้จริง จะต้องไปให้ไกลกว่านั้น

ไปให้ถึงการดับกิเลส พ้นความปรุงแต่ง พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงในที่สุด

 

Camouflage

27-11-2016